วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คนกินสบู่

นางพยาบาลประจำคลินิกทำฟันในอังกฤษเป็นโรคพิลึก กินฟองน้ำล้างจาน 4,000 ชิ้น กับสบู่กว่า 100 ก้อนสาววัย 21 ชาวคอร์นวอลล์ผู้นี้ มักกินฟองน้ำหรือสบู่โดยราดด้วยซอสพริก ซอสมะเขือเทศ หรือมัสตาร์ด เพื่อเพิ่มรสชาติ บางครั้งก็จุ่มในน้ำชาหรือช็อกโกแลตร้อนเหมือนการกินบิสกิตโรคของเธอเรียกกันว่า พิกา (pica) ซึ่งยังมีอาการประหลาดอีกอย่างด้วยคือ เธอจะรู้สึกหิวเมื่ออาบน้ำ ทำงานบ้าน เช่น ล้างจานหรือถูบ้าน หรือเวลาเดินผ่านไปตามชั้นวางสินค้าจำพวกอุปกรณ์ทำความสะอาดในซูเปอร์มาร์เก็ตความผิดปกตินี้ทำให้คนไข้รู้สึกอยากกินสิ่งของที่ไม่ใช่อาหาร บางคนกินโลหะ ถ่าน ทราย หรือชอล์ก หรือแม้กระทั่งหลอดไฟหรือเฟอร์นิเจอร์สาวซึ่งเผยเพียงชื่อว่า แคร์รี ผู้นี้ เชื่อว่าเธอติดโรคนี้หลังจากได้ติดเชื้อพยาธิปากขอขณะไปเที่ยวที่ประเทศโมร็อกโกเมื่อปี 2551สบู่ที่เธอชอบกินเป็นสบู่มะนาวและมะกรูด "ฉันเลือกกินเฉพาะฟองน้ำกับสบู่บางชนิด และมีวิธีในการปรุงรส""เวลาออกไปนอกบ้าน ฉันจะตัดฟองน้ำเป็นชิ้นๆ เหยาะซอสมะเขือเทศกับซอสบาร์บีคิว เอาใส่ถุงพลาสติก บรรจุในกล่องทัปเปอร์แวร์ ฉันไม่เคยออกนอกบ้านโดยไม่มี 'ของว่าง' พวกนี้พกติดตัวไปด้วย"เธอเล่าถึงตอนที่ตัวเองกินฟองน้ำเป็นครั้งแรกว่า "หลังมื้อค่ำในวันหนึ่ง หลังจากกินลาซาญ (อาหารอิตาเลียน) กับไอศกรีม ฉันยังรู้สึกหิว ฉันเอาจานไปล้าง แกะฟองน้ำอันใหม่ออกจากซอง ฉันเกิดความรู้สึกอยากกินมันมาก""ฉันนั่งลง มีน้ำอยู่ข้างตัวแก้วหนึ่ง แล้วลงมือกินฟองน้ำชิ้นนั้นจนหมด มันไม่มีรสชาติอะไร แต่รู้สึกว่ากินแล้วสบายใจ หายหิว"ทุกวันนี้ แคร์รียังคงกินฟองน้ำขนาดหนึ่งตารางนิ้วกับสบู่หลวแบบออร์แกนิก 3 ช้อนชาในทุกมื้ออาหาร แต่เธอกำลังพยายามจะเลิกโดยความช่วยเหลือของแพทย์ และการเคี้ยวหมากฝรั่ง "รสชาติมันเหมือนสบู่ ทำให้ฉันได้ลิ้มรสที่ต้องการโดยไม่มีอันตราย ฉันแน่ใจว่าสักวันฉันจะต้องเลิกนิสัยนี้ได้" เธอว่า.

โทษและประโยชน์ของสบู่


ในครั้งต่อไปที่คุณเดินหาสบู่ หรือ ซื้อสบู่ที่คุณโปรดปรานอยากให้คุณลองอ่านฉลากของสบู่ที่คุณจะซื้อ  ว่าเป็นสบู่ที่มีการผลิตโดยสารเคมีหรือไม่ ส่วนมากการผลิตสบู่เพื่อการค้านี้มักจะมีการสกัดสารกลีเซอร์ลีนขึ้นมาเพื่อให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ซึ่งนั่นเป็นอันตรายอย่างมากกับผิวคุณและยังเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเมื่อฟองของสบู่ที่คุณฟอกตัวได้ถูกล้างลงไปในท่อระบายน้ำ   โดยทั่วไปแล้วถ้าเป็นสบู่ที่ผลิตขึ้นตามธรรมชาติจะมีกลีเซอร์ลีนธรรมชาติอยู่ในตัวสบู่อยู่แล้ว  เพียงแต่มักจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมนักเพราะมีราคาสูงกว่าสบู่ทั่วไปในท้องตลาด  แต่คุณควรเข้าใจว่าผิวของคนเรานั้นมันจะเป็นรูพรุนสามารถซึมซับสิ่งที่เราใช้กับผิว  ในสบู่ทั่วไปนอกจากกลีเซอร์ลีนที่ผลิตจากสารเคมีแล้วยังมีสารสังเคราะห์ช่วยให้มีสีสวยงามและน้ำหอมซึ่งทำให้สบู่มีกลิ่นหอม  สิ่งเหล่านี้เป็นสารเคมีอันตรายที่จะซึงซับเข้าไปสะสมอยู่ใต้ชั้นผิวหนังของเรา  และเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้าก็จะทำลายต่อมน้ำมันใต้ผิวทำให้ผิวแห้ง  หรือสารเคมีสะสมนั้นอาจทำอันตรายต่อระบบโลหิตของเราได้  และแน่นอนว่าสารเคมีที่เป็นอันตรายเหล่านี้จะไม่มีการบ่งบอกไว้ในฉลากอย่างแน่นอน    แต่การใช้สบู่ที่ทำด้วยมือหรือสบู่ที่ทำจากธรรมชาตินั้นก็มีอยู่ 2แบบคือแบบร้อนและแบบเย็น  ซึ่งแน่นอนว่าการผลิตสบู่แบบเย็นนั้นย่อมดีที่สุด  เพราะสารสกัดจากธรรมชาติที่นำมาใช้ผ่านการสกัดเย็นจะคงไว้ซึ่งคุณภาพของสิ่งที่นำมาสกัดได้มากกว่า ฉะนั้นจึงคงสรรพคุณของตัวธรรมชาติชนิดนั้นๆเอาไว้เต็มที่     ในปัจจุบันนี้ที่ประเทศของเราก็มีการผลิตสบู่จากธรรมชาติออกมามากขึ้น  มีทั้งที่มีส่วนผสมของสมุนไพร ถั่ว และน้ำมันจากเมล็ดพืชต่างๆที่อุดมคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อผิว  จากการวิจัยเราพบว่าการใช้สบู่แบบธรรมชาตินี้ไม่มีสารที่จะทำลายต่อมไขมันใต้ผิวหนังของเราและไม่มีสารตกค้างอันตรายใดๆที่จะสะสมอยู่ที่ผิวของเรา และสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว    วันนี้มีคนมากมายทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติมากขึ้น  เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเราแล้วมันยังไม่ทำร้ายโลกด้วย  ถ้าคุณสนใจจะใช้สบู่ที่ผลิตจากธรรมชาติคุณสามารถอ่านที่ฉลากของสบู่ว่าชนิดใดที่จะเหมาะกับความต้องการของคุณ  และมีส่วนผสมของอะไรบ้างเราคิดว่าคุณคงจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเองมากกว่าการถูกทำลายโดยสารเคมีแบบไม่รู้ตัวต่อไป 


บทความจาก Nature News

สบู่ สบู่


สูตรพื้นฐานและวิธีการผลิตสบู่ก้อน
วิธีคำนวณสูตรน้ำมัน   
น้ำมันมะพร้าว       120       กรัม      ใช้โซดาไฟ 20.304 (16.92 x 120/100) กรัม
น้ำมันปาล์ม           80       กรัม      ใช้โซดาไฟ 10.448 (13.06  x 80/100) กรัม
น้ำมันมะกอก        300       กรัม      ใช้โซดาไฟ 37.38 (12.46 x 300/100)
รวมไขมัน            500       กรัม 
รวมโซดาไฟ          68.132 กรัม 
น้ำที่ใช้  1            75-190 ซีซี

วิธีการและเทคนิคการผลิตสบู่ก้อน
1. เตรียมแม่พิมพ์สบู่
2. เตรียมเครื่องมือทั้งหมด
3.ผู้ผลิตใส่เสื้อกันเปื้อน สวมถุงมือ ผ้าปิดปากและจมูก และแว่นตา
4. ชั่งด่างอย่างระมัดระวัง
5.ชั่งน้ำที่ใช้ ค่อย ๆ เติมด่างลงในน้ำ อย่างช้า ๆ ระวังไม่ให้กระเด็น คนจนละลายหมด วัดอุณหภูมิประมาณ 40-45
    องศาเซลเซียส
6.ชั่งไขมันทั้งหมดผสมรวมกัน วางบนเครื่องอังไอน้ำ หรือลังถึงวัดอุณหภูมิ ประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส ยกลง
7.เช็คอุณหภูมิน้ำด่างในข้อ 5 อีกครั้ง
8.เมื่ออุณหภูมิน้ำด่างและไขมันใกล้เคียงกัน ค่อยเทน้ำด่างลงในไขมัน คนเบา ๆ เมื่อเทน้ำด่างหมด ให้คนแรง ๆ ควรคน 15 นาที พัก 5 นาที จนกระทั่งเนื้อของเหลวเป็นสีขุ่นจนหมด เทลงพิมพ์
9.ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แกะออกจากพิมพ์ ตัดเป็นก้อน
10.ตรวจสอบ ph บริเวณผิวสบู่ และเนื้อในผิวสบู่บริเวณต่ำกว่าผิวประมาณ 2 มิลลิเมตรถ้ามีค่า ph อยู่ระหว่าง 8-10 สามารถนำไปใช้ได้ หากมีค่าเกิน 10 เฉพาะที่บริเวณผิว ให้ตัดเฉพาะผิวนอกทิ้ง หากเนื้อในและผิวมีค่า ph เกิน 10 ทั้งสองบริเวณ แสดงว่าสบู่นั้นมีปริมาณด่างเหลือเกินกำหนด ไม่ควรนำไปใช้ เพราะอาจเกิดอันตรายทำให้ผิวเหี่ยว ซีด หรือคัน
11.ห่อกระดาษ หรือบรรจุภาชนะ


แหล่งอ้างอิง

วิธีอาบน้ำของมนุษย์ดึกดำบรรพ์

 มนุษย์ดึกดำบรรพ์มีวิธีอาบน้ำที่แปลกประหลาด  ในขั้น     
แรกเขาจะใช้ขี้เถ้าผสมน้ำทาจนทั่วตัว  แล้วจึงทาทับด้วยน้ำมันหรือไขมัน  แล้วจึงล้างตัวด้วยน้ำสะอาด ถึงแม้วิธีอาบน้ำของชาวโบราณจะดูพิลึกต่างกับยุคปัจจุบัน แต่ในความจริงแล้วองค์ประกอบทางเคมีของขี้เถ้าและสบู่และไขมันคล้ายกันมากกับองค์ประกอบของสบู่ในปัจจุบัน  ดังนั้นคนโบราณที่อาบน้ำแล้วจึงตัวสะอาดพอๆกับเราๆที่อาบน้ำแล้วนั่นเอง    
   จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าชนกลุ่มแรกที่ประดิษฐ์สบู่ขึ้นมาคือชาวสุเมเรียนซึ่งเป็นบรรพบุรษของชาวบาบิโลเนีย  วิธีการทำสบู่ของเขาก็คือเอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟจนเดือดแล้วเทขี้เถ้าและไขมันลงไป  คนสักครู่แล้วจึงเติมเกลือ  ไขมันจะจับเป็นก้อนแข็งลอยอยู่บนผิวหน้าซึ่งนั่นก็คือสบู่นั่นเอง    
    แต่สบู่ที่เตรียมโดยวิธีนี้จะนิ่มและแตกเป็นชิ้นเล็กๆได้ง่าย  ต่อมาจึงได้มีผู้ปรับปรุงกรรมวิธีเพื่อให้สบู่แข็งตัวและบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น  โดยนำไขที่ได้มาล้างสารละลายเกลือแล้วทิ้งสัก   
ระยะหนึ่งจะได้สบู่แข็งทีสามารถนำมาตัดเป็นก้อนสำหรับใช้ได้    
   สิ่งน่าทึ่งสำหรับสบู่คือคือบางครั้งสบู่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญในธรรมชาติ  พืชหลาย ชนิดมีสารเคมีลักษณะคล้ายสบู่  โดยใช้วักล้างได้และมีฟอง  ชาวพื้นเมืองอเมริกันและชาวเผ่าต่างอื่นๆเคยใช้พืชเหล่านี้สำหรบซัล้างและถูตัวมาแล้ว  ที่แปลกไปกว่านั้นคือที่เกาะไซโมลัส     
( Cimolus ) ในทะเลอีเจียน  ( Aegean  Sea )  ทั้งเกาะประกอบด้วยสารลัษณะคล้ายสบู่   
ไม่เพียงแต่สามารถนำมาใช้ซักผ้าและถูตัวได้เท่านั้น  เวลาฝนตกหนักทั่วเกาะจะถูกปกคลุมด้วยฟองสบู่หนาหลายฟุตทีเดียว    
   สบู่ธรรมชาติชนิดสุดท้ายที่จะกล่าวถึงนั้นค่อนข้างที่จะน่าขยะแขยงและชวนขนลุก ขนพองเอาซักหน่อย  และไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำมาใช้ถูตัวและทำความสะอาด  เพราะมันมาจากศพที่ฝังดินไว้ภายใต้สภาวะความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม  ศพจะกลายสภาพเป็นสารเคมีที่คล้ายกับโซดาปิ้งขนมปัง  ( โซเดียมไบคาร์บอเนต )  ผสมกับไขมันซึ่งคล้ายกับองค์ประกอบทางเคมีของสบู่  สัปเหร่อเรียกสารเคมีนี้ว่า ...  ขี้ผึ้งจากหลุมฝังศพ  ศพของนายวิลเลียม  วอน  เอลเลนโบเกน  นายทหารชาวอเมริกันผู้ถูฆ่าตายในสงความระหว่างอังกฤษกับอาณานิคมของอังกฤษใน  
สหรัฐอเมริกา  ( ค.ศ.  1775-1783 )  เมื่อฝังแล้วร่างกายของเขากลายเป็นสบู่ และมีผู้นำมาตั้งแสดงที่สถาบันสมิทโซเนียน  ( Smithsonian  Instituution )  อยู่นานหลายปี ... รับรองเลย  ว่าสบู่ประเภทนี้คงไม่มีใครกล้าใช้เป็นแน่ ...

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หมากฝรั่ง


ตำนานเกี่ยวกับหมากฝรั่ง คาดว่ามาจากชาวอินเดียนแดงที่ชอบเคี้ยวยางไม้บางชนิด และแพร่หลายกันมากในหมู่ชาวอินเดียนแดงด้วยกัน แต่จากหลักฐานต่อจากนั้นมีว่า ทหารผู้ที่ริเริ่มการเคี้ยวหมากฝรั่ง มีชื่อว่า นายพล อันโตนิโอ โลเปซ เอก ซานตาอันนา(Antonio López de Santa Anna)แห่งกองทัพเม็กซิโก และเป็นอดีตประธานาธิบดีของเม็กซิโก (ผู้ก่อสงครามกับรัฐเท็กซัส และก่อวีรกรรมชาวป้อมอลาโม) เขาเข้ามาอยู่ในอเมริกา และได้นำยางของต้นไม้ป่าในเม็กซิโกมาด้วย ยางชนิดนี้เป็นยางที่เรียกในภาษาแอซเทกว่า ชิเคิล นายพลซานตาอันนาชอบเคี้ยวยางไม้รสนี้มาก ต่อมา โทมัส อดัมส์นักถ่ายภาพและนักประดิษฐ์ได้ทราบเรื่องการเคี้ยวยางไม้นี้ จึงทดลองนำมาทำเป็นหมากฝรั่งเป็นครั้งแรก ต่อมา โทมัส ได้พยายามเปลี่ยนยางไม้ให้เป็นยางเทียม แต่ก็ล้มเหลว เมื่อเขาหวนคิดว่าหลานของเขาและนายพลชอบเคี้ยวยางไม้ เขาจึงคิดที่จะทำการเปิดตลาดด้านนี้ และประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา
หมากฝรั่งที่มีขายในปัจจุบันไม่ได้ทำมาจากยางไม้เหมือนในสมัยก่อน หากแต่เป็นยางสังเคราะห์ที่มีความนุ่มและเหนียว โดยปกติแล้ว มันจะไม่มีรส ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น และชื่อก็ไม่ชวนให้กิน แต่คนอเมริกันยังนิยมเคี้ยวหมากฝรั่งที่ทำจากยางสังเคราะห์ถึงปีละ 10 ล้านปอนด์ ซึ่งก็นับว่าเป็นจำนวนมากทีเดียวหมากฝรั่งในยุคแรกๆของโทมัสเป็นเม็ดกลมๆเล็กๆ ไม่มีรสชาติ มีวางขายในร้านขายยาในเมืองโฮโบเค็น ปี ค.ศ. 1871 โดยขายเม็ดละ 1 เพนนี ต่อมาจึงเริ่มมีการดัดแปลงรูปแบบเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม แบนๆ บุคคลที่คิดค้นรสชาติของหมากฝรั่งเป็นเภสัชกรชื่อ จอห์น คอลแกน ในปี ค.ศ. 1875 รสชาติที่เขาเติ่มไปคือ ตัวยาทางการแพทย์ เป็นขี้ผึ้งหอมทูโล ทำจากยางไม้ต้นทูโลในอเมริกาใต้ รสชาติคล้ายกับยาแก้ไอน้ำเชื่อมของเด็กยุคร้อยกว่าปีก่อน เขาเรียกหมากฝรั่งนั้นว่า แทฟฟี่-ทูโล หมากฝรั่งชนิดนี้ประสบความสำเร็จมากกว่า หมากฝรั่งชนิดอื่นที่มีขายในยุคนั้น ต่อมา โทมัส ใช้รสชะเอมเติมในหมากฝรั่ง เรียกชื่อหมากฝรั่งนั้นว่า แบลคแจค ซึ่งเป็นหมากฝรั่งที่มีรสเก่าแก่ที่สุด ที่ยังมีขายในท้องตลาดของอเมริกา ส่วนรสอื่นๆ อาทิเช่น เปปเปอร์มินต์ เป็นรสยอดนิยมในช่วงปี ค.ศ. 1880





หนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม เล่ม ๒ โดยสำนักพิมพ์สารคดี

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีขจัดสิวเสี้ยน

วิธีขจัดสิวเสี้ยนเพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้น!!! 

1. เปิดรูขุมขน 

ใช้ ไอน้ำ ช่วยเปิดรูขุมขน โดย

เทน้ำร้อนใส่อ่างล้างหน้า แล้วอังหน้ากับไอน้ำ ประมาณ 2 นาที (ถ้าใช้ผ้าขนหนูมัดศรีษะไว้เหมือนกระโจม จะยิ่งมีปรสิทธิภาพมากขึ้น)

 จะใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ คลุมหน้าแทนก็ได้นะ โดยนำผ้ามาชุบน้ำร้อนแล้วบิดให้หมาดๆ หรืออบในไมโครเวฟประมาณ 1-2 นาที (แต่อย่าให้ร้อนเดินไป  เพราะต้องสัมผัสกับใบหน้าโดยตรง)

2.ถูกบังคับให้ออกมา
ผสมคลีนซิ่งออยส์กับเกลือขัดผิวแล้วนวดเบาๆ ก้อนไขมันจะอ่อนนุ่มขึ้น
แต่ผิวมัน ผิวแพ้ง่าย และเป็นสิวต้องระวัง เพระอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ 

(การล้างหน้าอย่างถูกวิธีและขจัดเซล์ผิวเสื่อมสภาพ จะช่วยทำให้สิวหลุดออกมาได้ !!
ถ้าอยากขจัดสิวเสี้ยนให้หมดทั้งหน้า ต้องใช้วิธีพอกหน้า )


 ก า ร พ อ ก โ ค ล  น 
ทาโคลนให้ทั่วใบหน้าโดยเว้น บริเวณดวงตาและปาก ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
ช่วยให้รูขุมขนลึกลงและดูดซับน้ำมัน

 ก า ร พ อ ก  น้ำ ต า ล ท ร า ย
ผสมน้ำตาลทรายกับโยเกิร์ตให้เข้มข้นแล้วทาทิ้งไว้บริเวณจมูกหรือที่โซน

***ไม่แนะนำให้ลอกสิวเสี้ยน
เพราะอาจเกิดการระคายเคืองขณะลอกออก แต่หากจำเป็นควรทำหลังตากพอกหน้าแล้ว

3.รูขุมขนเล็กลง

ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหลายๆ ครั้งเพื่อปิดรุขุมขน
จากนั้นเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ หรือใช้สำลีแผ่นชุบโทนเนอร์แล้วแปะไว้บริเวณทีโซนจะยิ่งเห็นผลมากขึ้น
ถ้าล้างหน้าให้สะอาดทุกวัน สิวเสี้ยนก็จะไม่กลับมาอีก ควรป้องกันแต่เนิ่นๆ มิใช่กำจัดภายหลัง
   (ทีโซน คือ บริเวณหน้าผากและจมูก)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

******ข้อควรระวังเวลากำจัดสิวเสี้ยน*******

1. ขั้นตอนก่อนและหลังการกำจัดสิวเสี้ยนนั้นสำคัญมาก ห้ามใจร้อนหรือบีบสิวเด็ดขาด 

2.อย่าหวังว่าจะกำจัดสิวเสี้ยนได้เด็ดขาดในครั้งเดียว วิธีที่ดีที่สุดคือ หมั่นขจัดน้ำมันส่วนเกิดและเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพอยู่เสมอเพื่อไม่ให้เกิดสิวเสี้ยน 

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บทที่5 อินเทอร์เน็ต

                                                                             บทที่ 5
                                                                       อินเทอร์เน็ต


5.2 เวิลด์ไวเว็บ
    เวิลด์ไวเว็บ (World Wide Web) หรือเรียกสั้นๆว่า เว็บ เป็นการให้บริการข้อมูลแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) ที่ประกอบไปด้วยเอกสารจำนวนมากที่มีการเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นแหล่งของข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงผ่านโพรโทคอลที่เรียกว่า เอชทีทีพี(Hypertext Transfer protocol:HTTP)

      *เว็บเพจ (Web page) เป็นหน้าเอกสารที่เขียนขึ้นในรูปแบบภาษาเอชทีเอ็มแอล ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปเอกสารหน้าอื่นได้
      *เว็บไซต์ (Web site) เป็นกลุ่มของเว็บเพจที่มีความเกี่ยวข้องกัน และอยู่ภายใต้ชื่อโดเมนเดียวกัน
      *เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web server) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการเว็บเพจ เมื่อผู้ใช้ร้องขอเว็บเพจผ่านเว็บเบราเซอร์ โดยใช้ยูอาร์แอลระบุตำแหน่งของเว็บเพจ
     5.2.1 การเรียกดูเว็บ เว็บเบราว์เซอร์ (Web browser) เป็นโปรแกรมใช้สำหรับแสดงเว็บเพจ และสามารถเชื่อมโยงไปยังส่วนอื่นในเว็บเพจเดียวกันหรือเว็บเพจอื่นผ่านการเชื่อมโยงหลายมิติ หรือไฮเปอร์ลิงค์ เรียกสั้นๆว่า ลิงค์ เว็บเบราว์เซอร์ช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการใช้งานอินเทอร์เน็ต
    5.2.2 ที่อยู่เว็บ ในการอ้างอิงตำแหน่งของแหล่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ร้องขอ เช่น เว็บเพจ สามารถทำได้โดยการระบุยูอาร์แอล ซึ่งมีรูปแบบดังนี้
      *โพรโทคอล ใช้สำหรับระบุมาตรฐานที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บ เช่น เอชทีทีพีและเอฟทีพี ในกรณีของเอชทีทีพี ส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้สามารถจะละส่วนของโพรโทคอลนี้ได้
      *ชื่อโดเมน ใช้สำหรับระบุชื่อโดเมนของเว็บเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการข้อมูล เช่น ชื่อโดเมน www.ipst.ac.th
      *เส้นทางเข้าถึงไฟล์ (path) ใช้สำหรับระบุตำแหน่งของไฟล์จากเว็บเซิร์ฟเวอร์
      *ชื่อข้อมูล ชื่อไฟล์ที่ร้องขอ เช่น ไฟล์ไฮเปอร์เท็กซ์ ไฟล์รูปแบบ ไฟล์วีดิทัศน์ ไฟล์เสียง
    ในกรณีที่ยูอาร์แอลระบุเฉพาะชื่อโดเมนโดยไม่ระบุเส้นทางเข้าถึงไฟล์ และ/หรือชื่อไฟล์มีความหมายว่าให้เข้าถึงหน้าหลัก หรือโฮมเพจ (home page) ของเซิร์ฟเวอร์นั้น
5.2.3 การค้นหาผ่านเว็บ

                                                                          
      *โปรแกรมค้นหา หรือเสิร์ชเอนจิน (search engines) ใช้สำหรับคนหาเว็บเพจที่ต้องการโดยระบุคำหลักหรือคำสำคัญ เพื่อนำไปค้นในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งรวบรวมเว็บเพจต่างๆ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นรายการเว็บเพจที่ประกอบด้วยคำหลักที่ระบุ ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกประเภทได้อย่างรวดเร็ว
      *ตัวดำเนินการในการค้นหา เพื่อให้การค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรมค้นหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้สามารถใช้ตัวดำเนินการในการค้นหาประกอบกับคำหลัก จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ในการค้นหาที่ดียิ่งขึ้น
    5.2.4 เว็บ 1.0 และเว็บ 2.0
      เว็บ 1.0 (Web 1.0) เป็นเว็บในยุคแรกเริ่มที่มีลักษณะให้ข้อมูลแบบทางเดียว ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงเว็บเพจในฐานะผู้บริโภคข้อมูลและสารสนเทศตามที่ผู้สร้างได้ให้รายละเอียดไว้เพียงอย่างเดียว ไม่ค่อยมีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยและมีรูปแบบการใช้งานไม่หลากหลาย เช่น ความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีในการพัฒนาเว็บ
    ต่อมามีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการใช้งานบนอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเป็นส่วนหนึ่งของผู้ให้ข้อมูลในรูปแบบต่างๆที่ปรากฏบนเว็บเพจ จึงได้มีการเรียกเว็บประเภทนี้ว่าเว็บ 2.0 (Web2.0)